admin
ชีวิตที่ (เกือบจะ) จิงโจ้ ตอนที่ 1
ประสบการณ์วันแรกในการไป wah ที่ออสเตรเลียที่ไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง
ทำตามวันละ 30 นาที แล้วเราจะเรียนภาษาได้เร็วกว่าที่เราเรียนมาทั้งชีวิต
สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่สนใจเรียนภาษาใหม่ๆ
พยายามเรียนมาทั้งชีวิตก็พูดไม่ได้สักที
หมดกำลังใจและกำลังคิดว่าชีวิตนี้ฉันคงทำไม่ได้แน่ๆ
หยุดก่อน !
ผมไปดูคลิปหนึ่งมาเขาบอกว่าทำตามนี้ 30 นาทีต่อวันแล้วเราจะพูดได้แน่นอนเฮ้ย!
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนทุกวันเป็นเวลา 21 วัน
ผมแชร์เรื่องนี้เพราะอยากชวนเพื่อนๆที่กำลังรู้สึกแย่กับตัวเองมีเรื่องหนักใจหรือความเครียดมาเขียนไปด้วยกันลองทำสักเจ็ดวันก็ยังดีเขียนเรื่องอะไรก็ได้ผมรับรองว่าเพื่อนๆจะประหลาดใจถึงความมหัศจรรย์ของการเขียนว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้มากกว่าที่เราคิดและนี้คือสาเหตุเวลาทำไมผมถึงกล้าที่จะบอกแบบนั้น หลังจากที่เราได้ค้นพบคำตอบของตัวเองว่าการเขียนมันช่วยผมยังไงจากการเขียนสคริปทำพอดแคสต์มาตลอด ห้าปีที่ผ่านมาบวกกับการเข้าไปเรียน Bootcamp ของ Datarockie เกี่ยวกับเรื่องของ Writing to thinkที่บอกว่าสกิลที่สำคัญของมนุษย์ในยุคนี้การคือการเขียนและการอ่านทำให้ผมรู้สึกว่าเราอยากจะสร้างนิสัยในการเขียนให้เกิดขึ้นจงได้หลังเรียบจบโพสนี้ผมจึงเลยอยากจะมาแชร์ให้กับเพื่อนๆได้อ่านกันว่าสิ่งที่ผมได้รับจากการเขียนต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วันผมได้อะไรจากมันบ้าง 1.โลกของการเขียนมันใหญ่มากและได้ประโยชน์ต่างกัน ในช่วงเวลา 21 วันที่ผ่านมาผมได้เขียนโพสหลายประเภททั้งการระบายความในใจความคิด สรุปหนังสือและพอดแคสต์รวมไปถึงการเขียนความทรงจำในอดีตที่เกิดขึ้นซึ่งผมก็ค้นพบว่าทุกเรื่องที่ผมเขียนให้ประโยชน์กับตัวผมที่แตกต่างกัน สรุปหนังสือ > ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราอ่านมากขึ้น > นำไปใช้กัยชีวิตได้มีคุณภาพระบายความในใจ > เข้าใจตัวเราว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ > ความรู้สึกและอารมณ์ที่ดีขึ้นเขียนความทรงจำ > กลับเข้าไปในอดีตทั้งเหตุการณ์และความรู้สึก > ตกตะกอนและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เราเกือบจะลืมมันไป ซึ่งมันน่าเหลือเชื่อมากๆที่การเขียนที่ดูเหมือนจะธรรมดาสามารถสร้างผลกระทบทางบวกให้กับเราได้หลายด้าน 2.ช่วยให้เราต่อยอดนิสัยที่ดีขึ้น การเขียนทุกวันทำให้เราต้องกลั่นความคิดในหัวของเราออกมาเป็นตัวหนังสือแต่ความคิดเหล่านั้นจะเขียนออกมาไม่ได้ถ้าเราไม่มี input ที่มากพอการเขียนทำให้ผมอยากอ่านมากขึ้นอยากที่จะเข้าใจเรื่องที่เราเขียนออกมาว่าสถานการ์ที่เราเผชิญมันเป็นเพราะอะไร และจะแก้ไขมันยังไงเช่นตอนที่ผมเขียนสรุปหนังสือผมมีความรู้สึกว่าผมยังเข้าใจมันได้ไม่มากพอมันก็เลยทำให้ผมอยากจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการการเรียนยังไงให้มีประสิทธิภาพก็เลยมีลิสต์หนังสือที่อยากอ่านเพื่อเรียนรู้เรื่องนั้นและมันก็ทำให้เรามีนิสัยที่รักการอ่านขึ้นมาอัตโนมัติเลย 3.การเขียนทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเรามากขึ้น เมื่อเราตั้งใจที่จะเขียนมันก็มีบางช่วงที่เราไม่อยากเขียนหรือไม่มีเวลาเขียนเราก็มาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเราไม่มีเวลาจนเราได้สังเกตุตัวเองชัดขึ้นว่าทุกเช้าเราจะหยิบมือถือมาดูโซเซียลครึ่งชั่วโมงอย่างต่ำและพอมาดูเวลาการใช้มือถือต่อวันผมใช้เวลาไปประมาณ สี่ถึงหกชั่วโมงต่อวันมันทำให้ผมเห็นภาพชัดเลยว่าถ้าเราตัดพวกนี้ไปเราจะได้เวลากลับมา หกชั่วโมงเลยเพราะฉะนั้นที่เราบอกว่าเราไม่มีเวลามันเป็นเพราะเราใช้เวลาของเราแบบไม่รู้ตัวต่างหากจนมันก็ส่งผมให้ตอนนี้ผมลบแอปโซเซียลในมือถือทั้งหมดและใช้เฉพาะตอนโพสงานเขียนเท่านั้นเพื่อผมจะได้มีเวลามากขึ้นนั้นเอง 4.อารมณ์และความรู้สึกด้วยรวมดีขึ้น การเขียนมันก็เหมือนการที่เราได้ปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ข้างในออกมามันเหมือนการกลั่นความรู้สึกที่แอบซ่อนอยู่ซอกหลืบของจิตสำนึกแล้วเอามันออกมาแก้ผ้าให้เราเห็นยิ่งเราเขียนมาเท่าไรเรายิ่งเห็นมันชัดมากเท่านั้นพอเราเห็นมันชัดเราก็จะรู้สึกว่าแค่นี้เองหรอเชื่อไหมว่าพอผมเขียนไปเรื่อยๆจากอารมณ์ที่มันดิ่งๆกลับมาเป็นมีกำลังใจและสามารถลุยต่อกับชีวิตของเราได้เลย 5.มันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงตัวตนที่เราต้องการจะเป็น สาเหตุที่เราเขียนทุกวันเพราะเราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น มีความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่เราจะรู้สึกขี้เกียจและไม่มีอารมณ์ที่จะเขียนแต่เชื่อไหมว่าทุกๆครั้งที่เราเอาชนะจิตใจของเราเอาชนะความขี้เกียจของเรามันทำให้เราโครตภูมิใจในตัวเองเลยยิ่งเราสะสมสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆมันไม่ใช่ความภูมิใจเล็กๆแล้วแต่มันจะกลายเป็นตัวตนของเราที่ทำให้เรามองเห็นตัวเองว่าเราเป็นคนที่เชื่อถือได้ทำอะไรต่อเนื่องและรักตัวเองภูมิใจกับตัวเองซึ่งมันก็ทรงผลไปยังผู้คนที่อยู่รอบข้างเราและโปรเจคต์ที่เรากำลังทำอยู่ ทั้ง 5 สิ่งที่ผมที่แชร์มาเป็นสิ่งที่ผมได้รับจากการเขียนแบบต่อเนื่อง 21 วันไม่อยากจะคิดว่าถ้าผมเขียนยังงี้ไปเรื่อยๆซัก 5 ปีจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนและนี้ก็จึงเป็นสาเหตุที่ผมเชื่อว่าการเขียนว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้มากกว่าที่เราคิด มาลองเขียนไปด้วยกันครับ 🙂
ทำไมเราควรทำ one person business
ในโลกที่พยายามบอกเราว่า
ให้เราเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงจะประสบความสำเร็จ
มันทำให้ใครหลายคนที่ชอบเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างรู้สึกแย่กับตัวเอง และหมดกำลังใจ เพราะถูกมองว่าเป็นคนวอดแวกโลเล ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
แต่วีดีโอนี้กลับบอกเราว่าบางทีการที่เราชอบอะไรหลายๆอย่างอาจจะเป็นขุนทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเราก็ได้
สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane
ผมว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักแต่ทำไมชีวิตกลับไม่ดีขึ้น
ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวหรือทำในสิ่งที่ชอบ และรู้สึกว่าเราถูกขังอยู่ในกล่องๆหนึ่งที่ไม่ว่าเราจะผลักดันตัวเองแค่ไหนเราก็พังกล่องนั้นออกไปไม่ได้สักที
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนค้อนที่ซ่อนอยู่ในกล่องที่ทำให้เราสามารถทุบกล่องออกมาสูบอากาศได้อย่างเต็มปอดซักที
Free writing กับ ความมหัศจรรย์ของการเขียนที่เราได้เรียนรู้
บันทึกความมหัศจรรย์ของการเขียน “Free writing” ที่ผมได้รับจากการทดลองเขียนติดต่อกันเป็นวันที่ 9 ครับ
ในโลกที่หมุนไวและดึงเราให้ออกห่างจากตัวเองจนใจเริ่มร้อนและโกรธง่าย ผมพบว่าการเขียนระบายความรู้สึกออกมาตรงๆ โดยไม่ต้องคิดหรือแก้ไข (ตามแนวคิดของ Peter Elbow ปี 1973) เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจที่ดีมาก มันช่วยล้าง cache อารมณ์ที่ติดค้างอยู่ข้างใน ซึ่งตรงกับงานวิจัยของ Dr. James Pennebaker ที่ชี้ว่าการเขียนเรื่องในใจช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นและระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นจริง
พอผมได้กลับมาเขียนอีกครั้ง มันทำให้ผมกลับมานิ่ง เข้าใจตัวเอง และได้อยู่เป็นเพื่อนกับตัวเองในปัจจุบัน ผมเลยอยากชวนพี่ๆ เพื่อนๆ มาลองเขียน Free writing เพื่อเยียวยาใจไปด้วยกันครับ
ไม่เป็นไรนะ ถ้าเราจะรู้สึกไม่ชอบตัวเอง
สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังต่อว่าตัวเองว่าทำไมเป็นคนแบบนี้ทำไมฉันถึงทำแบบนี้ไม่ได้ทำไมเราถึงแย่จังผมอยากจะบอกว่าพวกเราก็รู้สึกเหมือนๆกันแหละ เราไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในโลกนี้ก็ไม่สมบูรณ์แบบทุกอย่างมันไม่สมบูรณ์แบบในตัวของมันแต่มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของเราได้มากแค่ไหน แต่โลกใบนี้ชอบที่จะแอบเก็บความรู้สึกเหล่านั้นข้างใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเสื้อผ้าที่สวยงามเพื่อที่พยายามจะบอกกับทุกคนว่าเราสบายดีมันก็ทำให้เรายากที่จะยอมรับความรู้สึกจริงๆของเรา ทำไมเรามักจะหลีกหนีความรู้สึกเหล่านั้นเพราะเรากลัวโดนตัดสินหรอเพราะเรากลัวจะโดนดูถูกหรือเพราะเรากลัวตัวเอง ในโลกที่ทุกอย่างพยายามตะโกนบอกว่าคนที่เราควรเป็นคือยังไงความสุขคืออะไรความสำเร็จควรเป็นแบบไหนบางทีมันก็ทำให้เราลืมไปว่าเอาจริงๆแล้วเราเป็นใคร มันเลยกลายเป็นความกดดันที่เราเริ่มเอามาตราฐานของสังคมมาตัดสินกับตัวเองแล้วเราก็เริ่มที่จะไม่ชอบตัวเองเพราะเราเป็นแบบนั้นไม่ได้ พวกเราไม่เหมือนกันและพวกเราก็มีดีกันคนละแบบมันเหมือนการตัดสินเด็กคนนึงว่าเก่งไม่เก่งด้วยกระดาษเกรดใบเดียวทั้งๆที่เด็กอีกคนถึงเกรดไม่ดีเขาอาจจะเก่งเรื่องอื่นก็ได้ ไม่ต้องหลบหนีตัวตนของเราหรอกไม่ต้องหลบหนีความรู้สึกแย่ของเราหรอกไม่ต้องหลบหนีความรู้สึกว่าเราไม่ดีพอหรอก เพราะเราก็คือตัวเราความไม่สมบูรณ์แบบก็คือตัวเราขอให้เราทำเต็มทีเพื่อตัวเราก็พอไม่ต้องทำเพื่อใครหรอก ในหัวของผมก็มีความคิดเข้ามานะอย่างตอนนี้ที่ผมกำลังเขียนอยู่คนอื่นจะคิดยังไงมีความกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทำไมเราโลกสวยจังพูดจาเพ้อเจ้อเขียนอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ก็เขียนอยู่ดีเพราะผมรู้สาเหตุว่าทำไมผมถึงต้องเขียนเพราะผมเขียนเพื่อตัวเองเป็นอันดับแรกแล้วเอาเข้าจริงมันโพสนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อจริงๆ หรือความรู้สึกแย่เช่นเรื่องราวในอดีตที่เรารู้สึกแย่กับมันถ้าผมเลี่ยงที่จะลืมๆมันไปไม่กล้าสังเกตุความรู้สึกเหล่านั้นผมก็ไม่มีวันเข้าใจมันหรอกว่าสาเหตุที่ผมรู้สึกแย่คืออะไร เราเป็นตัวของเราอย่างงี้แหละดีแล้วพวกเราพิเศษพวกเราไม่เหมือนใครเพราะเราคือเราลงมือทำในสิ่งที่ทำให้เรารักและภาคภูมิใจกับตัวเองมากขึ้นก็พอ แต่เราจะไม่รู้จักตัวเองเลยถ้าเราไม่มีเวลาให้กับตัวเองซึ่งเราก็เคยเป็นที่เวลาเรารู้สึกแย่เราชอบที่จะหนีมันไปหาอะไรทำเพื่อที่จะได้ลืมๆมันไปแต่การทำสิ่งนั้นมันก็เหมือนเราวิ่งหนีตัวตนของเราออกไปเรื่อยๆ หนึ่งอย่างสำหรับผมที่ทำให้ผมมีเวลากับตัวเองมากขึ้นก็คือ การเขียนเนี้ยแหละ เพราะการเขียนคือการที่เราให้เวลากับตัวเองจริงๆว่าสิ่งที่เราคิดและรู้สึกคืออะไร เมื่อเราเขียนเราก็ตกใจกับตัวเองมากเหมือนกันณ ขณะที่เราเขียนเราได้ตกตะกอนอะไรบางอย่างกับตัวเองในตอนนั้นเลยแล้วรู้สึกว่าตัวเราโล่งขึ้นมากๆ ผมจึงเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆคนไหนที่กำลังรู้สึกแย่อยู่ผมว่าการเขียนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ
สรุปสามสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการนั้งฟังพอดแคสต์ระหว่าง แอดทอย Datarockie ใน Katanyu Podcast
วันนี้ระหว่างเดินทางไกลผมเปิดฟังพอดแคสต์สัมภาษณ์ของแอดทอย ผมว่าตอนนี้เหมาะมากสำหรับพี่ๆเพื่อนๆคนไหนที่เป็น Content Creator หรืออยากพัฒนาตัวเองในการได้มุมมองอีกมุมนึงกลับไปเพราะสิ่งที่ได้จากตอนนี้มันทำให้ผมอยากจะเขียนเพื่ออยากให้ตัวเองเข้าใจมากขึ้นและรู้สึกว่าผมอยากจำสิ่งนี้ให้ขึ้นใจเลย และนี้คือ 3 สิ่งที่ resonate กับตัวผมมากๆจนหยิบมาสรุปแบ่งปันให้กัน 1.เราไม่ต้องการคนทั้งโลกมาติดตาม แต่เราต้องการ True Fans True Fansคือคนที่พร้อมซัพพอร์ตเราคนที่เชื่อเหมือนเราคนที่ชื่นชอบในผลงานของเราและงานของเราสร้าง Impact ในชีวิตของพวกเขาได้ซึ่งจริงๆแนวคิดนี้ผมก็เคยอ่านจากหนังสือ 1000 true fans ของ [Jon Longhurst]ซึ่งแก่นของเรื่องนี้คือถ้าเรามีแฟนตัวยงที่ซัพพอร์ตเรา 1000 คนเราก็สามารถอยู่รอดได้แล้วในฐานะครีเอเตอร์แค่เราสร้างอะไรบางอย่าง 100 บาทต่อเดือนก็ได้แล้ว 1 แสนบาท แต่มันก็ต้องอาศัยการทำงานหนักและความตั้งใจที่จะมอบคุณค่าให้กับคนติดตามเราอย่างมากเหมือนกันแต่ก็สงสัยว่าทำไมตอนอ่านครั้งนั้นถึงไม่อินเท่าครั้งนี้ผมว่ามันคงเป็นเพราะประสบการณ์เรานั้นแหละเมื่อลองได้ทำสื่อแบบจริงๆจังๆเราค้นพบว่ามีผู้ติดตามเป็นแสนไม่ได้หมายถึงพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ติดตามเราจริงๆ แต่ก่อนตอนทำสื่อใหม่ๆเราเชื่อว่ายิ่งผู้ติดตามเยอะนั้นคือความประสบความสำเร็จซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้ามันก็สมควรเป็นยังงั้นแต่ด้วยความเชื่อเหล่านั้นมันทำให้กระบวนการที่เราทำงานเปลี่ยนไป จากการทำคอนเทนต์ที่โฟกัสไปที่การมอบคุณค่าให้กับคนติดตามกลับกลายเป็นเราจะทำยังไงให้คนติดตามเยอะๆมากขึ้นเราจะทำยังไงให้คลิปนี้มันไวรัล จากงานที่เราทำแล้วมีความสุขกลับกลายเป็นงานที่เราต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าทำไมเราถึงไม่มีคนติดตามเท่าเขา เห็นไหมครับว่าเราลืมผู้ติดตามเขาเราไปหมดเลยเราเริ่มมองข้ามสิ่งที่เรามีแต่กลับมองหาสิ่งที่เราขาดแทนที่จะมองว่าทำยังไงให้คุณค่ากับคนที่ติดตามเรามากขึ้นกลับกลายเป็นจะทำยังไงให้คนมาติดตามมากขึ้น แอดทอยบอกว่าเพจเขาไม่ได้อยากจะโตไปกว่านี้ละเขาอยากเน้นคุณภาพมากกว่าถ้าคนนึงมีคนติดตามเป็นล้านแต่พอออกโปรดักส์มาไม่มีคนซื้อมันก็ไม่ค่อย make sense เท่าไร มันทำให้ผมได้รู้เลยว่าจริงๆเราแค่ต้องหาคน 1000 คนที่เชื่อมั่นในตัวเราแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว การรู้บทเรียนนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่ต้องการให้คนทั้งโลกมารักเราแต่เราต้องการแค่ใครบางคนที่เชื่อมั่นในตัวเรามากกว่าซึ่งการที่ทำยังงั้นได้ เราจะต้องสร้างคุณค่าให้กับพวกเขานั้นก็คือ Give to growพอคิดได้ยังงี้เรารู้สึกเบาใจขึ้นเยอะเลยเอาจริงนะ 2.Value of work เราสามารถโกงความตายได้ เชื่อไหม? คนเราตายได้สองครั้งครั้งแรกเราตายจากโลกนี้ไปแล้วครั้งที่สองเราตายจากความทรงจำ ทำไมอริสโตเติล เพลโตยังอยู่รอดมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะผลงานของพวกเขามันมีคุณค่าจนคนต้องกลับไปอ่านถ้าเราอยากปธิเสธความตายเราก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายขึ้นมา … Read more
เราคู่ควรกับอิสรภาพหรือเปล่า ?
เราคู่ควรกับอิสรภาพหรือเปล่า ?. มนุษย์ชินกับการโดนควบคุมเรื่องตลกก็คือเมื่อมนุษย์ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระพวกเขามักจะกลับไปที่คุกเหล่านั้นแล้วบอกว่า จับฉันทีเพราะทนกับอิสระภาพไม่ไหว . เรื่องราวนี้ผมได้ยินจากพี่ชิตจากที่ไหนสักที่นึงผมยังจำได้ไม่เคยลืมแล้วมันทำให้ผมย้อนไปหนังเรื่องหนึ่งThe Shawshank Redemption (1994)มีตัวละครที่ชื่อว่า บรูคส์ แฮทเลน (Brooks Hatlen)เป็นนักโทษหัวหน้าห้องสมุดที่ติดคุกชอว์แชงก์มานานประมาณ 50 ปีวันนึงเขาได้ถูกปล่อยเป็นอิสระและไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้ฆ่าตัวตายโดยมีข้อความทิ้งไว้ก่อนตายคือ “Brooks was here” . ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย?ก็เพราะทั้งชีวิตเขาโดนควบคุมอยู่ตลอดต้องตื่นนอนกี่โมง ชีวิตประจำวันต้องทำอะไร หน้าที่ของเราคืออะไรมีคนบอกเขาทั้งหมดพอได้ “อิสระภาพ”มันกลายเป็นคำที่น่ากลัวสำหรับเขาเมื่อออกไป เขาตามโลกไม่ทันไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีสังคมคุณค่าของเขาจากเป็นหัวหน้าห้องสมุดกลายมาเป็น เพียงคนแก่ที่ไม่มีทางไป . ผมว่าเรื่องราวนี้มันเหมือนมนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่มีผิด อะไรที่ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ ? . เพราะผมรู้สึกแย่กับตัวเองผมรู้สึกเหมือน Brooks ยังไงยังงั้นในวัยสามสิบโมเมนต์ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองออกมาจากกล่องเดินทางไปสู่เส้นทาง “อิสระภาพ”ผมกลับใช้ชีวิตประจำวันไม่คู่ควรกับความฝันที่เราวาดไว้เพราะผม “ขี้เกียจ” . แทนทีจะเอาเวลาไปหาความรู้ใหม่ๆผมกลับใช้เวลา ครึ่งวันนั้งดู Netlixแทนทีจะเอาเวลาไปลงมือทำผมกลับใช้เวลาไปกับการนั้งไถฟีค Facebook ไม่หยุดหย่อนนี้หรอคนที่จะมีอิสรภาพ . แต่ทำไมเราไปทำงานประจำ เราทำได้ก็เพราะมีคนบอกให้เราทำไงทั้งชีวิตของเราเกิดมาก็โดนควบคุมแล้วเป็นเด็กดีควรเป็นไง เด็กฉลาดต้องเป็นเด็กที่ได้เกรดดีดีเรียนจบหางาน เก็บเงิน พออายุ 60 ค่อยเกษียณ แล้วค่อยไปมีอิสรนะเราชอบโดนควบคุมแต่เราแค่ไม่รู้ตัวจนเราลืมไปแล้วว่าการควบคุมชีวิตตัวเองมันทำยังไง . พอได้อิสระภาพปุ้บไปไม่เป็นเลยทีนี้ . Seneca … Read more