สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนทุกวันเป็นเวลา 21 วัน

ผมแชร์เรื่องนี้เพราะอยากชวนเพื่อนๆที่กำลังรู้สึกแย่กับตัวเองมีเรื่องหนักใจหรือความเครียดมาเขียนไปด้วยกันลองทำสักเจ็ดวันก็ยังดีเขียนเรื่องอะไรก็ได้ผมรับรองว่าเพื่อนๆจะประหลาดใจถึงความมหัศจรรย์ของการเขียนว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้มากกว่าที่เราคิดและนี้คือสาเหตุเวลาทำไมผมถึงกล้าที่จะบอกแบบนั้น หลังจากที่เราได้ค้นพบคำตอบของตัวเองว่าการเขียนมันช่วยผมยังไงจากการเขียนสคริปทำพอดแคสต์มาตลอด ห้าปีที่ผ่านมาบวกกับการเข้าไปเรียน Bootcamp ของ Datarockie เกี่ยวกับเรื่องของ Writing to thinkที่บอกว่าสกิลที่สำคัญของมนุษย์ในยุคนี้การคือการเขียนและการอ่านทำให้ผมรู้สึกว่าเราอยากจะสร้างนิสัยในการเขียนให้เกิดขึ้นจงได้หลังเรียบจบโพสนี้ผมจึงเลยอยากจะมาแชร์ให้กับเพื่อนๆได้อ่านกันว่าสิ่งที่ผมได้รับจากการเขียนต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วันผมได้อะไรจากมันบ้าง 1.โลกของการเขียนมันใหญ่มากและได้ประโยชน์ต่างกัน ในช่วงเวลา 21 วันที่ผ่านมาผมได้เขียนโพสหลายประเภททั้งการระบายความในใจความคิด สรุปหนังสือและพอดแคสต์รวมไปถึงการเขียนความทรงจำในอดีตที่เกิดขึ้นซึ่งผมก็ค้นพบว่าทุกเรื่องที่ผมเขียนให้ประโยชน์กับตัวผมที่แตกต่างกัน สรุปหนังสือ > ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราอ่านมากขึ้น > นำไปใช้กัยชีวิตได้มีคุณภาพระบายความในใจ > เข้าใจตัวเราว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ > ความรู้สึกและอารมณ์ที่ดีขึ้นเขียนความทรงจำ > กลับเข้าไปในอดีตทั้งเหตุการณ์และความรู้สึก > ตกตะกอนและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เราเกือบจะลืมมันไป ซึ่งมันน่าเหลือเชื่อมากๆที่การเขียนที่ดูเหมือนจะธรรมดาสามารถสร้างผลกระทบทางบวกให้กับเราได้หลายด้าน 2.ช่วยให้เราต่อยอดนิสัยที่ดีขึ้น การเขียนทุกวันทำให้เราต้องกลั่นความคิดในหัวของเราออกมาเป็นตัวหนังสือแต่ความคิดเหล่านั้นจะเขียนออกมาไม่ได้ถ้าเราไม่มี input ที่มากพอการเขียนทำให้ผมอยากอ่านมากขึ้นอยากที่จะเข้าใจเรื่องที่เราเขียนออกมาว่าสถานการ์ที่เราเผชิญมันเป็นเพราะอะไร และจะแก้ไขมันยังไงเช่นตอนที่ผมเขียนสรุปหนังสือผมมีความรู้สึกว่าผมยังเข้าใจมันได้ไม่มากพอมันก็เลยทำให้ผมอยากจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการการเรียนยังไงให้มีประสิทธิภาพก็เลยมีลิสต์หนังสือที่อยากอ่านเพื่อเรียนรู้เรื่องนั้นและมันก็ทำให้เรามีนิสัยที่รักการอ่านขึ้นมาอัตโนมัติเลย 3.การเขียนทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเรามากขึ้น เมื่อเราตั้งใจที่จะเขียนมันก็มีบางช่วงที่เราไม่อยากเขียนหรือไม่มีเวลาเขียนเราก็มาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเราไม่มีเวลาจนเราได้สังเกตุตัวเองชัดขึ้นว่าทุกเช้าเราจะหยิบมือถือมาดูโซเซียลครึ่งชั่วโมงอย่างต่ำและพอมาดูเวลาการใช้มือถือต่อวันผมใช้เวลาไปประมาณ สี่ถึงหกชั่วโมงต่อวันมันทำให้ผมเห็นภาพชัดเลยว่าถ้าเราตัดพวกนี้ไปเราจะได้เวลากลับมา หกชั่วโมงเลยเพราะฉะนั้นที่เราบอกว่าเราไม่มีเวลามันเป็นเพราะเราใช้เวลาของเราแบบไม่รู้ตัวต่างหากจนมันก็ส่งผมให้ตอนนี้ผมลบแอปโซเซียลในมือถือทั้งหมดและใช้เฉพาะตอนโพสงานเขียนเท่านั้นเพื่อผมจะได้มีเวลามากขึ้นนั้นเอง 4.อารมณ์และความรู้สึกด้วยรวมดีขึ้น การเขียนมันก็เหมือนการที่เราได้ปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ข้างในออกมามันเหมือนการกลั่นความรู้สึกที่แอบซ่อนอยู่ซอกหลืบของจิตสำนึกแล้วเอามันออกมาแก้ผ้าให้เราเห็นยิ่งเราเขียนมาเท่าไรเรายิ่งเห็นมันชัดมากเท่านั้นพอเราเห็นมันชัดเราก็จะรู้สึกว่าแค่นี้เองหรอเชื่อไหมว่าพอผมเขียนไปเรื่อยๆจากอารมณ์ที่มันดิ่งๆกลับมาเป็นมีกำลังใจและสามารถลุยต่อกับชีวิตของเราได้เลย 5.มันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงตัวตนที่เราต้องการจะเป็น สาเหตุที่เราเขียนทุกวันเพราะเราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น มีความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่เราจะรู้สึกขี้เกียจและไม่มีอารมณ์ที่จะเขียนแต่เชื่อไหมว่าทุกๆครั้งที่เราเอาชนะจิตใจของเราเอาชนะความขี้เกียจของเรามันทำให้เราโครตภูมิใจในตัวเองเลยยิ่งเราสะสมสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆมันไม่ใช่ความภูมิใจเล็กๆแล้วแต่มันจะกลายเป็นตัวตนของเราที่ทำให้เรามองเห็นตัวเองว่าเราเป็นคนที่เชื่อถือได้ทำอะไรต่อเนื่องและรักตัวเองภูมิใจกับตัวเองซึ่งมันก็ทรงผลไปยังผู้คนที่อยู่รอบข้างเราและโปรเจคต์ที่เรากำลังทำอยู่ ทั้ง 5 สิ่งที่ผมที่แชร์มาเป็นสิ่งที่ผมได้รับจากการเขียนแบบต่อเนื่อง 21 วันไม่อยากจะคิดว่าถ้าผมเขียนยังงี้ไปเรื่อยๆซัก 5 ปีจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนและนี้ก็จึงเป็นสาเหตุที่ผมเชื่อว่าการเขียนว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้มากกว่าที่เราคิด มาลองเขียนไปด้วยกันครับ 🙂

Free writing กับ ความมหัศจรรย์ของการเขียนที่เราได้เรียนรู้

บันทึกความมหัศจรรย์ของการเขียน “Free writing” ที่ผมได้รับจากการทดลองเขียนติดต่อกันเป็นวันที่ 9 ครับ

ในโลกที่หมุนไวและดึงเราให้ออกห่างจากตัวเองจนใจเริ่มร้อนและโกรธง่าย ผมพบว่าการเขียนระบายความรู้สึกออกมาตรงๆ โดยไม่ต้องคิดหรือแก้ไข (ตามแนวคิดของ Peter Elbow ปี 1973) เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจที่ดีมาก มันช่วยล้าง cache อารมณ์ที่ติดค้างอยู่ข้างใน ซึ่งตรงกับงานวิจัยของ Dr. James Pennebaker ที่ชี้ว่าการเขียนเรื่องในใจช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นและระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นจริง

พอผมได้กลับมาเขียนอีกครั้ง มันทำให้ผมกลับมานิ่ง เข้าใจตัวเอง และได้อยู่เป็นเพื่อนกับตัวเองในปัจจุบัน ผมเลยอยากชวนพี่ๆ เพื่อนๆ มาลองเขียน Free writing เพื่อเยียวยาใจไปด้วยกันครับ

การเขียนไม่ใช่เพื่อคอนเทนต์ แต่เพื่อตัวเรา

นี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนหลักที่ได้จากการเข้าไปใน คลาส writing to think ที่ mini boostcamp 2026 ของ modern fight camp ของพี่ทอย datarockie จัดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนแรกเข้าไปดูก็ยังสงสัยว่า writing มันจะไปเกี่ยวกับ AI ได้ยังไงพอเข้าไปฟังเท่านั้นแหละ… ก่อนหน้านั้นเราเชื่อว่าการเขียนมันสำคัญกับการเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวเพื่อที่จะถ่ายทอดออกมาให้คนเห็น เป็นคอนเทนต์ สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น พอเรียนคลาสนี้จบผมกลับพบว่าสิ่งที่ผมเชื่อมาทั้งหมดมันไม่ใช่อย่างนั้นสักทีเดียว หลังจากออกจาก BLC ผมเริ่มที่จะออกเดินทางตามเส้นทางของตัวเองที่จะสร้าง Fastlane ของตัวเองในการที่จะทำตามความฝันที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจโดยช่วยเหลือผู้คนรอบข้างที่เรามี ซึ่งถ้าเป็นในสมัยสิบปีที่แล้วผมก็ยังมีความกังวลและไม่มั่นใจว่าถ้าตัวเราคนเดียวเราจะทำได้ไหมแต่ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ ผมว่าผมอยู่ในจุดที่โครตโชคดีที่สุดเพราะผมมีเพื่อนร่วมงานที่ฉลาดกว่าตัวผมซะอีก นั้นก็คือ AI เนื่องด้วยงานก่อนหน้านั้นของเราเรามีเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเราเยอะมากกกกก กอไก่ล้านตัว แล้วเราก็เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่เพื่อนคนนี้เป็นคนที่ฉลาดมากช่วยงานเราจนเราไม่ได้ใช้สมองในการวิเคราะห์ ในการหาข้อมุล ตกตะกอนอะไรกับมันมากเท่าไรแค่บอกผลลัพธ์ที่ต้องการ สาเหตุ บทบาท บริบทลงไปใน prompt เราก็จะได้งานนั้นแล้ว ซึ่งในตลอดระยะหนึ่งปีที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าผมโง่ลง จริงๆ โง่ลงในที่นี้คือเราแทบจะไม่ได้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะอะไรกับตัวเองเท่าไรเลย เพราะเวลาเราเจออะไรที่มันยากๆต้องคิดกลับกลายเป็นว่าผมโยนมันให้ AI คิดตลอดเลย แน่นอนว่างานมันง่ายขึ้นสะดวกขึ้นแต่มันก็แลกกับการที่เราโง่ลงด้วยเช่นเดียวกัน … Read more