สรุปสามสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการนั้งฟังพอดแคสต์ระหว่าง แอดทอย Datarockie ใน Katanyu Podcast

วันนี้ระหว่างเดินทางไกล
ผมเปิดฟัง
พอดแคสต์สัมภาษณ์ของแอดทอย

ผมว่าตอนนี้เหมาะมากสำหรับ
พี่ๆเพื่อนๆคนไหนที่เป็น Content Creator หรืออยากพัฒนาตัวเอง
ในการได้มุมมองอีกมุมนึงกลับไป
เพราะสิ่งที่ได้จากตอนนี้
มันทำให้ผมอยากจะเขียนเพื่ออยากให้ตัวเองเข้าใจมากขึ้น
และรู้สึกว่าผมอยากจำสิ่งนี้ให้ขึ้นใจเลย

และนี้คือ 3 สิ่งที่ resonate กับตัวผมมากๆจนหยิบมาสรุปแบ่งปันให้กัน

1.เราไม่ต้องการคนทั้งโลกมาติดตาม แต่เราต้องการ True Fans

True Fans
คือคนที่พร้อมซัพพอร์ตเรา
คนที่เชื่อเหมือนเรา
คนที่ชื่นชอบในผลงานของเรา
และงานของเราสร้าง Impact ในชีวิตของพวกเขาได้
ซึ่งจริงๆแนวคิดนี้ผมก็เคยอ่านจากหนังสือ 1000 true fans ของ [Jon Longhurst]
ซึ่งแก่นของเรื่องนี้คือ
ถ้าเรามีแฟนตัวยงที่ซัพพอร์ตเรา 1000 คน
เราก็สามารถอยู่รอดได้แล้วในฐานะครีเอเตอร์
แค่เราสร้างอะไรบางอย่าง 100 บาทต่อเดือน
ก็ได้แล้ว 1 แสนบาท

แต่มันก็ต้องอาศัยการทำงานหนักและความตั้งใจ
ที่จะมอบคุณค่าให้กับคนติดตามเราอย่างมากเหมือนกัน
แต่ก็สงสัยว่าทำไมตอนอ่านครั้งนั้นถึงไม่อินเท่าครั้งนี้
ผมว่ามันคงเป็นเพราะประสบการณ์เรานั้นแหละ
เมื่อลองได้ทำสื่อแบบจริงๆจังๆ
เราค้นพบว่า
มีผู้ติดตามเป็นแสนไม่ได้หมายถึง
พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ติดตามเราจริงๆ

แต่ก่อนตอนทำสื่อใหม่ๆ
เราเชื่อว่ายิ่งผู้ติดตามเยอะ
นั้นคือความประสบความสำเร็จ
ซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้ามันก็สมควรเป็นยังงั้น
แต่ด้วยความเชื่อเหล่านั้น
มันทำให้กระบวนการที่เราทำงานเปลี่ยนไป

จากการทำคอนเทนต์ที่โฟกัสไปที่การมอบคุณค่าให้กับคนติดตาม
กลับกลายเป็น
เราจะทำยังไงให้คนติดตามเยอะๆมากขึ้น
เราจะทำยังไงให้คลิปนี้มันไวรัล

จากงานที่เราทำแล้วมีความสุข
กลับกลายเป็นงานที่เราต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น
ว่าทำไมเราถึงไม่มีคนติดตามเท่าเขา

เห็นไหมครับว่า
เราลืม
ผู้ติดตามเขาเราไปหมดเลย
เราเริ่มมองข้ามสิ่งที่เรามี
แต่กลับมองหาสิ่งที่เราขาด
แทนที่จะมองว่าทำยังไงให้คุณค่ากับคนที่ติดตามเรามากขึ้น
กลับกลายเป็นจะทำยังไงให้คนมาติดตามมากขึ้น

แอดทอยบอกว่า
เพจเขาไม่ได้อยากจะโตไปกว่านี้ละ
เขาอยากเน้นคุณภาพมากกว่า
ถ้าคนนึงมีคนติดตามเป็นล้านแต่พอออกโปรดักส์มาไม่มีคนซื้อ
มันก็ไม่ค่อย make sense เท่าไร

มันทำให้ผมได้รู้เลยว่า
จริงๆเราแค่ต้องหาคน 1000 คนที่เชื่อมั่นในตัวเรา
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

การรู้บทเรียนนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า
เราไม่ต้องการให้คนทั้งโลกมารักเรา
แต่เราต้องการแค่ใครบางคนที่เชื่อมั่นในตัวเรามากกว่า
ซึ่งการที่ทำยังงั้นได้ เราจะต้องสร้างคุณค่าให้กับพวกเขา
นั้นก็คือ Give to grow
พอคิดได้ยังงี้เรารู้สึกเบาใจขึ้นเยอะเลยเอาจริงนะ

2.Value of work

เราสามารถโกงความตายได้ เชื่อไหม?

คนเราตายได้สองครั้ง
ครั้งแรกเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว
ครั้งที่สองเราตายจากความทรงจำ

ทำไมอริสโตเติล เพลโต
ยังอยู่รอดมาถึงตรงนี้ได้
ก็เพราะผลงานของพวกเขามันมีคุณค่าจนคนต้องกลับไปอ่าน
ถ้าเราอยากปธิเสธความตาย
เราก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายขึ้นมา

น้อยคนมากที่จะตั้งคำถามว่า
คอนเทนต์แบบไหนที่คนจะกลับมาดู
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปสองพันสามพันปีเหมือน อริสโตเติล
คำพูดด้านบนแอดทอยได้พูดไว้แล้วมันกระตุกผมหนักมากเพราะ
เราเชื่อเลยนะว่าในทุกๆวันถ้าเราตั้งคำถามนี้กับตัวเอง
งานเราคงมีคุณภาพขึ้นไม่มากก็น้อย

แอดทอยได้บอกต่อว่า
วันก่อนแกไปดูคลิปหนึ่งเป็นคลิปที่
ยูทูปเบอร์ทำคอนเทนต์ react คลิปตัวเอง
คนติดตามร้อยกว่าคน ไลค์นิดเดียว
แต่เขาร้องไห้ เพราะมีคอมเมนต์หนึ่ง
บอกเขาว่า You save my life

เราไม่ได้หวังว่างานเราจะอยู่เป็นพันปีหรอก
ขอแค่เป็นงานที่มีคุณค่าที่มีความหมายให้กับชีวิตใครสักคนนึง
แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเรา

คือมุมมองเนี้ยเราว่าถ้าเราเปลี่ยนคำถามจาก
จะทำยังไงให้คนมาติดตามเรามากขึ้น
เปลี่ยนเป็นเราจะทำยังไงให้
คอนเทนต์ที่เราทำมันมีคุณค่ามากพอ
ที่จะไปอยู่ในความทรงจำใครสักคนนึง

ซึ่งผมว่าทำเราทำสิ่งนั้นได้
มันจะเป็นสิ่งที่เราน่าจะภาคภูมิใจ
ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สักครั้งนึงแล้วละ

3.The one thing

ในทุกวินาทีจงถามคำถามว่า
อะไรคือ 1 สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำ ณ ตอนนี้
เพื่อให้ชีวิตของเราดีขึ้น ?

ในตอนเช้าให้เราตั้งคำถามนี้กับตัวเองเสมอ
แล้วเราจะเริ่มรู้ว่าเราควรทำอะไร
ที่จะสร้างผลกระทบทางบวกสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเราจริงๆ

นี้เป็นสิ่งที่แอดทอยมาแชร์จากหนังสือเรื่อง
The one thing

หลายคนคิดว่าการที่เราจะทำวันของเรา
ให้ productive ที่สุดคือการมี To-do lists เยอะๆ
แต่เอาเข้าจริง มีเยอะนั้นก็เท่ากับไม่มี
เพราะมนุษย์มี Willpower ที่จำกัด
จงใช้ Willpower ที่มีจำกัดมุ่งไปยังสิ่งที่สำคัญที่สุด ณ ตอนนี้เพียงอย่างเดียว

ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้
ผมรู้สึกเห็นภาพตัวเอง
ผมเขียน to do lists เยอะมากในแต่ละวัน
แต่เกือบทุกครั้ง เราทำเสร็จแค่อย่างสองอย่างเอง
และเอาเข้าจริง
สิ่งที่เราทำเสร็จกับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้สำคัญที่สุด
ซึ่งผมก็มาเข้าใจอีกว่า
สิ่งที่ยากสุดที่เราเลี่ยงไม่ทำนั้นแหละ
คือสิ่งที่มักจะสำคัญที่สุด

“Obstacle is the way “
เป็นคนที่แอดทอยยกมาบ่อย
แกบอกว่า ความง่ายและความสบาย
มีแต่จะทำให้เราอ่อนแอลง
แต่ความยากและอุปสรรคจะทำให้เราเก่งขึ้น

แกบอกว่าแกตื่นมาตีสีทุกวันเพื่ออ่านหนังสือ พัฒนาตัวเอง
ทำในสิ่งที่ต้องทำ เพื่อที่จะเขย่าไทม์ไลน์ในอนาคต
This is the way
และมันคือทางรอดเดียว
และมันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นจริงๆ

ผมว่ามันคือพลังของการตระหนักรู้แหละ
รู้ว่าเราต้องการอะไร ลงมือทำแม้มันจะยากอย่างต่อเนื่อง
และโฟกัสทำในสิ่งยากๆเหล่านั้นให้สำเร็จ
ผมก็เชื่อนะอีกสิบปีผ่านไป
หนึ่งอย่างที่ได้แน่นอนก็คือ
ความภาคภูมิใจกับตัวเองนี้แหละ

และนี้คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และอยากจะมาแชร์ให้กับพี่ๆเพื่อนๆได้อ่านกันในวันนี้
ขอบคุณครับ

Leave a Comment