ไม่เป็นไรนะ ถ้าเราจะรู้สึกไม่ชอบตัวเอง

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังต่อว่าตัวเองว่าทำไมเป็นคนแบบนี้ทำไมฉันถึงทำแบบนี้ไม่ได้ทำไมเราถึงแย่จังผมอยากจะบอกว่าพวกเราก็รู้สึกเหมือนๆกันแหละ เราไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในโลกนี้ก็ไม่สมบูรณ์แบบทุกอย่างมันไม่สมบูรณ์แบบในตัวของมันแต่มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของเราได้มากแค่ไหน แต่โลกใบนี้ชอบที่จะแอบเก็บความรู้สึกเหล่านั้นข้างใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเสื้อผ้าที่สวยงามเพื่อที่พยายามจะบอกกับทุกคนว่าเราสบายดีมันก็ทำให้เรายากที่จะยอมรับความรู้สึกจริงๆของเรา ทำไมเรามักจะหลีกหนีความรู้สึกเหล่านั้นเพราะเรากลัวโดนตัดสินหรอเพราะเรากลัวจะโดนดูถูกหรือเพราะเรากลัวตัวเอง ในโลกที่ทุกอย่างพยายามตะโกนบอกว่าคนที่เราควรเป็นคือยังไงความสุขคืออะไรความสำเร็จควรเป็นแบบไหนบางทีมันก็ทำให้เราลืมไปว่าเอาจริงๆแล้วเราเป็นใคร มันเลยกลายเป็นความกดดันที่เราเริ่มเอามาตราฐานของสังคมมาตัดสินกับตัวเองแล้วเราก็เริ่มที่จะไม่ชอบตัวเองเพราะเราเป็นแบบนั้นไม่ได้ พวกเราไม่เหมือนกันและพวกเราก็มีดีกันคนละแบบมันเหมือนการตัดสินเด็กคนนึงว่าเก่งไม่เก่งด้วยกระดาษเกรดใบเดียวทั้งๆที่เด็กอีกคนถึงเกรดไม่ดีเขาอาจจะเก่งเรื่องอื่นก็ได้ ไม่ต้องหลบหนีตัวตนของเราหรอกไม่ต้องหลบหนีความรู้สึกแย่ของเราหรอกไม่ต้องหลบหนีความรู้สึกว่าเราไม่ดีพอหรอก เพราะเราก็คือตัวเราความไม่สมบูรณ์แบบก็คือตัวเราขอให้เราทำเต็มทีเพื่อตัวเราก็พอไม่ต้องทำเพื่อใครหรอก ในหัวของผมก็มีความคิดเข้ามานะอย่างตอนนี้ที่ผมกำลังเขียนอยู่คนอื่นจะคิดยังไงมีความกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทำไมเราโลกสวยจังพูดจาเพ้อเจ้อเขียนอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ก็เขียนอยู่ดีเพราะผมรู้สาเหตุว่าทำไมผมถึงต้องเขียนเพราะผมเขียนเพื่อตัวเองเป็นอันดับแรกแล้วเอาเข้าจริงมันโพสนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อจริงๆ หรือความรู้สึกแย่เช่นเรื่องราวในอดีตที่เรารู้สึกแย่กับมันถ้าผมเลี่ยงที่จะลืมๆมันไปไม่กล้าสังเกตุความรู้สึกเหล่านั้นผมก็ไม่มีวันเข้าใจมันหรอกว่าสาเหตุที่ผมรู้สึกแย่คืออะไร เราเป็นตัวของเราอย่างงี้แหละดีแล้วพวกเราพิเศษพวกเราไม่เหมือนใครเพราะเราคือเราลงมือทำในสิ่งที่ทำให้เรารักและภาคภูมิใจกับตัวเองมากขึ้นก็พอ แต่เราจะไม่รู้จักตัวเองเลยถ้าเราไม่มีเวลาให้กับตัวเองซึ่งเราก็เคยเป็นที่เวลาเรารู้สึกแย่เราชอบที่จะหนีมันไปหาอะไรทำเพื่อที่จะได้ลืมๆมันไปแต่การทำสิ่งนั้นมันก็เหมือนเราวิ่งหนีตัวตนของเราออกไปเรื่อยๆ หนึ่งอย่างสำหรับผมที่ทำให้ผมมีเวลากับตัวเองมากขึ้นก็คือ การเขียนเนี้ยแหละ เพราะการเขียนคือการที่เราให้เวลากับตัวเองจริงๆว่าสิ่งที่เราคิดและรู้สึกคืออะไร เมื่อเราเขียนเราก็ตกใจกับตัวเองมากเหมือนกันณ ขณะที่เราเขียนเราได้ตกตะกอนอะไรบางอย่างกับตัวเองในตอนนั้นเลยแล้วรู้สึกว่าตัวเราโล่งขึ้นมากๆ ผมจึงเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆคนไหนที่กำลังรู้สึกแย่อยู่ผมว่าการเขียนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

เราคู่ควรกับอิสรภาพหรือเปล่า ?

เราคู่ควรกับอิสรภาพหรือเปล่า ?. มนุษย์ชินกับการโดนควบคุมเรื่องตลกก็คือเมื่อมนุษย์ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระพวกเขามักจะกลับไปที่คุกเหล่านั้นแล้วบอกว่า จับฉันทีเพราะทนกับอิสระภาพไม่ไหว . เรื่องราวนี้ผมได้ยินจากพี่ชิตจากที่ไหนสักที่นึงผมยังจำได้ไม่เคยลืมแล้วมันทำให้ผมย้อนไปหนังเรื่องหนึ่งThe Shawshank Redemption (1994)มีตัวละครที่ชื่อว่า บรูคส์ แฮทเลน (Brooks Hatlen)เป็นนักโทษหัวหน้าห้องสมุดที่ติดคุกชอว์แชงก์มานานประมาณ 50 ปีวันนึงเขาได้ถูกปล่อยเป็นอิสระและไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้ฆ่าตัวตายโดยมีข้อความทิ้งไว้ก่อนตายคือ “Brooks was here” . ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย?ก็เพราะทั้งชีวิตเขาโดนควบคุมอยู่ตลอดต้องตื่นนอนกี่โมง ชีวิตประจำวันต้องทำอะไร หน้าที่ของเราคืออะไรมีคนบอกเขาทั้งหมดพอได้ “อิสระภาพ”มันกลายเป็นคำที่น่ากลัวสำหรับเขาเมื่อออกไป เขาตามโลกไม่ทันไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีสังคมคุณค่าของเขาจากเป็นหัวหน้าห้องสมุดกลายมาเป็น เพียงคนแก่ที่ไม่มีทางไป . ผมว่าเรื่องราวนี้มันเหมือนมนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่มีผิด อะไรที่ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ ? . เพราะผมรู้สึกแย่กับตัวเองผมรู้สึกเหมือน Brooks ยังไงยังงั้นในวัยสามสิบโมเมนต์ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองออกมาจากกล่องเดินทางไปสู่เส้นทาง “อิสระภาพ”ผมกลับใช้ชีวิตประจำวันไม่คู่ควรกับความฝันที่เราวาดไว้เพราะผม “ขี้เกียจ” . แทนทีจะเอาเวลาไปหาความรู้ใหม่ๆผมกลับใช้เวลา ครึ่งวันนั้งดู Netlixแทนทีจะเอาเวลาไปลงมือทำผมกลับใช้เวลาไปกับการนั้งไถฟีค Facebook ไม่หยุดหย่อนนี้หรอคนที่จะมีอิสรภาพ . แต่ทำไมเราไปทำงานประจำ เราทำได้ก็เพราะมีคนบอกให้เราทำไงทั้งชีวิตของเราเกิดมาก็โดนควบคุมแล้วเป็นเด็กดีควรเป็นไง เด็กฉลาดต้องเป็นเด็กที่ได้เกรดดีดีเรียนจบหางาน เก็บเงิน พออายุ 60 ค่อยเกษียณ แล้วค่อยไปมีอิสรนะเราชอบโดนควบคุมแต่เราแค่ไม่รู้ตัวจนเราลืมไปแล้วว่าการควบคุมชีวิตตัวเองมันทำยังไง . พอได้อิสระภาพปุ้บไปไม่เป็นเลยทีนี้ . Seneca … Read more

ไม่ลงมือทำ โอกาสสำเร็จคือ ศูนย์

เคยมีความรู้สึกเสียใจกับอดีตที่เราไม่ได้ลงมือทำตามความฝันเราไหมแล้วในตอนนี้เรากลับพบว่าถ้าเอ็งมีความเชื่อว่าตัวเองทำได้ เอ็งก็จะทำได้เว้ย ซึ่งการซ่อมพัดลมมันสอนผมเรื่องนี้ “อะไรนะ การซ่อมพัดลมเนี้ยนะ โฟล์ค”555 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คือเมื่อคืนพัดลมในห้องนอนมันมีเสียงแบบเครื่องยนต์ที่มันฝืดๆและมันดังเอามากๆ ตอนเช้าเดี่ยวซ่อมไม่รู้แหละว่าทำได้ไหมแต่จะลองดูเราพูดกับตัวเองที่ไม่มีพื้นฐานด้านช่างไม่เคยแกะเครื่องออกมาดูไม่เคยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า “แล้วเอ็งไปเอาความมั่นใจจากไหนวะเนี้ย”ก็น่าจะมาจากการซ่อมหูฟังตัวเองนี้แหละซึ่งมันก็เปิดโลกเรามากเราเชื่อมาตลอดมาหูฟังนี้มันใช้ไม่ได้แล้วเพราะที่ครอบหูมันแตกแต่ที่ไหนได้นั้งถาม AI หายูทูปมาดู เห้ยแค่ซื้ออะไหล์จากจีนมาเปลี่ยน แกะโน่นแกะนี้มันก็ใช่ได้เหมือนเดิมนี้น่า นั้นแหละครับผมเลยมีความกล้าที่จะซ่อมพัดลมเอง 555 เช้าวันนี้ผมเลยลองแกะออกมาดูทีละนิด ทีละหน่อยตามหาว่าไอ้เสียงดังเมื่อวานมันมาจากไหน ตอนแรกคิดว่าเครื่องมันคงฝืดก็เลยไล่หยอดน้ำมันหล่อลืนซะชุ่มเลยแต่มันก็ไม่หายเริ่มแกะลึกขึ้นอ้าวพัดลมใช้ไม่ได้เฉยยอมแพ้ คงต้องให้ช่างดูจริงๆละพอใส่กลับเข้าไปเท่านั้นแหละอ้าวกลับมาใช้ได้เฉยแถมที่เสียงดังเมื่อวานหายไปหมดเลยซึ่งจากการคาดเดาของผมคือตัวต่อมันหลวมแล้วเสียดสีกับอะไรบางอย่างพอเราใส่กลับให้มันแน่นขึ้นปัญหานี้ก็หายไป แล้วจู่ๆทันใดนั้นความคิดนึงก็เข้ามาในหัวเราทันทีเอาจริงทุกเรื่องของชีวิตในการทำตามความฝัน ทำอะไรบางอย่างมันต้องเริ่มจากความเชื่อความมั่นใจที่สร้างขึ้นจากการลงมือทำเล็กๆเสมอเราจะไม่กล้าสร้างบ้านได้เลยถ้าไม่เคยผสมปูนเราจะไม่กล้าออกไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวได้ถ้าไม่เคยออกไปกินข้าวคนเดียวแน่นอนสิ่งที่เราทำใหม่ๆเราก็มีความกลัวแต่พอเราเริ่มลงมือทำทีละเล็กละหน่อยค่อยๆเอาชนะความกลัวความมั่นใจเราก็เพิ่มขึ้นเหมือนกับการที่ผมเริ่มซ่อมหูฟัง แล้วกล้าที่จะซ่อมพัดลมเราไม่รู้แหละว่าต้องทำยังไงแต่ขอลองทำหน่อยเถอะ ถ้าผมไม่ลงมือทำ โอกาสสำเร็จคือ ศูนย์แต่ถ้าลงมือทำ มันก็มีโอกาสที่จะสำเร็จ ถึงจะแค่ 1% ก็ตาม เรื่องนี้มันก็ทำให้เราตกตะกอนกับตัวเองว่าถ้าเรามีความฝันที่จะทำอะไรขอให้เชื่อมั่น แล้วลงมือทำแต่ความเชื่อมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราไม่ได้ฝึกฝนที่จะเอาชนะเรื่องที่เรากลัวในเรื่องเล็กๆระหว่างวัน แล้วนี้คือเรื่องที่ผมเรียนรู้จากการซ่อมพัดลมในครั้งนี้ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับหวังว่าพี่ๆเพื่อนๆจะมาซ่อมพัดลมไปด้วยกันนะครับ 555

ไม่มีใครสนใจเราขนานนั้นหรอก

“ไม่มีใครสนใจเราหรอก” เมื่อตอนเช้าผมไปวิ่งเทรลมาในระหว่างที่กำลังคิดว่าวันนี้อยากจะเขียนเรื่องอะไรดีจู่ๆภาพของการวิ่งที่ยะลาก็กลับเข้ามาอยู่ในหัวแล้วมันก็ทำให้ผมนึกถึงบทเรียนชิ้นใหญ่ที่ได้จากงานนั้นเลยก็คือ No one care about you ประโยคนี้ไม่ได้ตั้งใจให้มันฟังดูแย่และไม่ได้ว่าคนอื่นอะไรแต่บอกตัวเราที่ชอบคิดไปเองนี้แหละ งานวิ่งที่ยะลาครั้งนั้นไปกับ BLC Chiang Maiมีพี่ฝ้าย อีฟ นีโอ ที่ไปวิ่งด้วยกันโดยมีบังฮาบิบ เป็นไกด์นำทาง เราลงงานวิ่ง 28 กิโลกับนีโอในต้นเดือนพฤษภาคมก่อนหน้าน้ันเราแทบไม่ได้ซ้อมเลยข้ออ้างหนึ่งอย่างในตัวผมตอนนั้นก็คือมันเป็นฤดูหมอกควันเราเลยไม่ได้ไปซ้อมวิ่งผมก็เลยหยุดซ้อมไปประมาณ สองเดือนแทบไม่ได้ซ้อมอะไรจริงจัง พอถึงวันวิ่งจริงทุกอย่างมันดูน่าตื่นเต้นไปหมดคนเยอะมากและเป็นเรื่องที่แปลกมากว่าเราไม่เหนื่อยเลยทั้งๆที่หัวใจเราตอนนั้นเต้นเกือบ 170 BPMเราคิดว่าเราวิ่งไหวแน่ๆ 28 โลจิ้บๆ ตัดภาพมา 15 กิโลเมตรผ่านไป…ผมกำลังวิ่งอยู่ที่โล่งๆ แสงแดดส่องตรงหน้า ตาพร่ามัวความรู้สึกเหมือนเราไม่เคยทรมานอะไรขนาดนี้มาก่อนอาการที่ชื้น เสื้อที่แทบจะไม่รู้จักคำว่าแห้งเข่าก็เจ็บ มือที่โดนหนามตำตอนลงเขา น้ำที่หมดแล้วไม่เจอที่เติมน้ำสักที เรารู้เลยว่าไอ้ความไม่เหนื่อยในช่วงแรกมันคือฮอร์โมนที่หลั่งแห่งความตื่นเต้นพอมันหมดเราก็เผชิญกับความจริงว่าเราฟิตไม่พอ หนึ่งอย่างที่ผมชอบวิ่งก็คือการวิ่งมันมักจะสอนผมอะไรบางอย่างเสมอและยะลามันก็ได้มอบบทเรียนนี้ให้กับผมจากความคิดที่เกิดขึ้นในตอนวิ่ง ณ ขณะนั้น “อย่าหยุดวิ่ง”เป็นคำที่เราพูดกับตัวเองซ้ำๆในงานครั้งนั้นแต่เรารู้ตัวว่า… คำนี้มันไม่ได้มาจากการไม่ยอมแพ้อะไรของตัวเราหรอกแต่มันเป็น “คนอื่นจะมองเรายังไง”เขาจะมองเราเป็น looser หรือเปล่าไอ้น้องนี้อ่อนจังวะ อายุก็น้อย วิ่งแปปเดียวเดินละอ่อ ไอ้นี้เองที่แซงเรา นึกว่าเก่งที่ไหนได้ ฮ่าๆ ความคิดที่อยู่ในสมองเราแล่นออกมาทำให้เราหยุดวิ่งไม่ได้แม้ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตามแต่แล้วด้วยความเหนื่อยขั้นสุด เจ็บเข่าขั้นสุดผมหยุดเดิน… มีพี่ชายสองคนวิ่งผ่านไปมีผู้หญิงวิ่งผ่านไปมีป้าคนนึงวิ่งผ่านเราไป แล้วผมก็พบว่า“No one care about you” … Read more

แค่ตัดผมด้วยตัวเอง ก็มีเงินล้านได้ใน 20 ปี !

ถ้าผมบอกว่า… แค่หันมาตัดผมด้วยตัวเอง เราจะมีเงินล้านอยู่ในกระเป๋าเราภายใน 20 ปี ?! หลายคนของอ้าปากค้างแล้วบอก เอ็ะ “เอ็งบ้าหรือป่าว” ทำไมผมถึงอยากมาแชร์เรื่องนี้มันเริ่มมาจากช่วงนี้ผมไปกรุงเทพค่อนข้างบ่อยแล้วผมเป็นคนชอบเดินในตอนเช้าผมก็เดินเล่นไปจนสะดุดเห็น “ตัดผม 300 บาท” ทำไมมันแพงจัง ! ปีนี้ก็เข้าปีที่ 4 แล้วที่ตัดผมด้วยตัวเองก็เลยไม่ค่อยได้สังเกตราคาของค่าตัดผมเท่าไรผมยังจำได้สมัย 20 ปีที่แล้วผมเสียค่าตัดผมแค่ 20 บาท พอโตหน่อยช่วงมัธยมก็ 50 บาท พอมหาลัยก็ 150 แต่นี้ 300 ! ใจหนึ่งเรากูรู้สึกเฉยๆเพราะเราไม่ได้ใช้บริการแล้ว แต่อีกใจนึงก็รู้สึกอยากจะมาแชร์เรื่องนี้เพราะผมว่าถ้าพี่ๆเพื่อนๆถ้าได้หันมาตัดผมตัวเองเหมือนกันก็คงจะเชฟเงินไปไม่มากก็น้อย หรือถ้าให้ดีกว่านั้นคิดมุมกลับแล้วถ้าเราเอาเงินเหล่านั้นมาลงทุนละ ? ผมได้ทำลองคำนวณคร่าวๆในตอนนี้เราสงสัยว่า สมมุติเราตัดผม 3 สัปดาห์ครั้งหนึ่งหนึ่งปีเราก็จะตัดประมาณ 17 ครั้งถ้าราคาตัดผมตอนนี้ 300 บาทก็เท่ากับ 5100 บาทต่อเดือนมันอาจจะดูเหมือนไม่เยอะใช่ไหมครับ แต่ลองจินตนาการว่าด้วยอัตราเงินเฟ้อเอาสัก 7%และถ้าค่าตัดผมเราจะแพงขึ้นเรื่อยๆเราจะเสียไปอีกเท่าไร ลองคิดมุมกลับ ถ้าเราเอาเงินตัดผมทั้งหมดมาออมหรือลงทุนละ นี้คือผลที่ได้… ใน 20 ปี ถ้าออมเงินในบัญชีธนาคาร(ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.25% / … Read more

Connecting the dot

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้จากสตีฟจ็อบว่า “เมื่อเรามองย้อนกลับไปในชีวิตหลายๆเหตุการณ์มันล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกันทั้งหมด” แต่ที่น่าตลกก็คือหลังจากที่ผมได้เรียนเรื่องการเขียนไป (ช่วงนี้อินเป็นพิเศษ) คือเราจำไอ้จุดพวกนั้นได้หรือเปล่าแล้วเราได้มีเวลามาทบทวนตัวเองกันจริงๆสักครั้งนึงไหมผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกันนะในหลายๆช่วงของชีวิตที่ทำพอดแคสต์มาว่าเราทำมันเพื่ออะไร? ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงถ้าผมไม่ได้มาเรียนเรื่องการเขียนจาก พี่ทอย DataRockieผมคงจะเลิกทำไปจริงๆเพราะผมวัดคุณค่าของสิ่งนี้ผิดไป ด้วยคำว่า รายได้ มันทำแล้วไม่มีรายได้ เราจะทำไปทำไมถึงมีจะมีเพื่อนๆหลายคนทักมาขอบคุณ มันก็รู้สึกดีนะแต่มันไม่ได้เงินอะ เราจะทำไปทำไมในโลกที่เราต้องหาเงินตลอดเวลา เงินเสื่อมค่ามันทำให้เราต้องการเงินมากขึ้นไปอีกคำพูดดีดีจากพี่ๆเพื่อนๆที่เข้ามาฟังพอดแคสต์เรา แต่ผมลืมไปอย่างหนึ่งการทำพอดแคสต์ของผมเมื่อมองย้อนกลับไปมันทำให้ผมมีชีวิตรอดจริงๆมันทำให้ผมได้ตกตะกอนกับตัวเองมันทำให้ผมได้ผลักดันตัวเองให้มองไปยังด้านใหม่ๆการทำพอดแคสต์ก็เหมือนการเขียนสำหรับผม ผมยังจำได้ดีเมื่อตอนนี้อยู่ออสเตรเลียมีชีวิตที่ลำบาก อยู่ตัวคนเดียว ในเมลเบริน์ทำงานโรงงานไก่ ทำงานแบกไก่ทั้งวันเจ้านายขอยืมเงินเรา แล้วไม่คืนอีกหรือตอนที่กลับไปทำฟาร์มสตอเบอรี่ตัวคนเดียวไม่มีที่นอนต้องไปนอนในเต้นท์กลางป่านั้งกินข้าวโอ้ตผสมถั่วบดทั้งวัน แต่เมื่อพอเราได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อแชร์ให้กับเพื่อนๆในพอดแคสต์ในระหว่างที่เราพูด เราเริ่มเข้าใจว่าเราควรแก้ไขวิธีนี้ยังไงเราเริ่มรู้สึกดีขึ้น เหมือนเราได้กลับมามองตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไรเราเริ่มเห็นภาพตัวเองชัดขึ้นมันเหมือนเราไปนั้งคุยกับตัวเองเป็นเพื่อนกับตัวเองเราเริ่มเจอทางออกทางความคิดถ้าผมไม่มีมันผมก็คงไม่รู้ว่าชีวิตผมมันจะเป็นยังไงบ้างด้วยความที่พอดแคสต์เราเป็นแนวให้กำลังใจมันก็เหมือนทำให้เราต้องมองหาด้านดีดีที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นแล้วเอามาแชร์ การทำพอดแคสต์ก็คือการเขียนสองรอบเขียนในกระดาษ แล้วก็พูดมันออกมาการเขียนทำให้เราตกตะกอนทำให้เราจำจุดนั้นๆในชีวิต ทำให้เราทบทวนตัวเองทำให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น ในช่วงที่เราเลิกทำพอดแคสต์ไปเดือนสองเดือนเราเห็นได้ชัดเลยว่าพอไม่ได้ทำพอดแคสต์ เราก็เริ่มไม่อ่านหนังสือพอมีเวลาว่าง เราก็เริ่มกลับมาติด Social media อีกครั้งพอติด เราก็เริ่มใช้เวลาไปกับสิ่งที่มันไม่ค่อยสำคัญกับเป้าหมายและชีวิตเราเท่าไรเราเริ่มหลงลืมความฝันและเป้าหมายว่าชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ มันอาจจะฟังดูเวอร์สำหรับบางคนแต่แค่สิ่งเดียวเท่านั้นแหละมันเริ่มทำให้ทุกๆอย่างมันเริ่มล้มตามๆกันไปDot ของผมเริ่มที่หายไปที่ละจุดสองจุด ถ้าไม่ได้เจอคลาสเขียนนี้ผมคงจะเลิกทำไปจริงๆและผมคงลืมไปแล้วว่าชีวิตผมต้องการอะไรกันแน่ ขอบคุณที่ทำให้ผมกลับมาเขียน มีพลังลุกขึ้นมาทำอีกครั้งเอาจริงมันเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจมานานแล้วอยากระบายมันออกไปแล้วในใจลึกๆผมก็หวังว่าโพสนี้จะทำให้เพื่อนๆบางคนเริ่มเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อตัวเอง…เหมือนกัน ขอบคุณจริงๆครับ อันนี้น่าจะเป็นตอนที่ผมพูดในภาพประกอบด้านบนนะครับhttps://open.spotify.com/episode/5LUYL0Y7MDBhSHxHGNcxz9?si=efbc72a03b1e48f8