ชีวิตที่ (เกือบจะ) จิงโจ้ ตอนที่ 7

เมื่อเราอยู่ใกล้ใคร เราก็จะเป็นคนแบบนั้น
นี้คือบทเรียนที่เรามักจะเห็นตามหนังสือ How to ทั่วไป
ตอนอ่านเราก็จะมีคำถามว่า มันจริงไหมที่เขาพูดมา
หรือว่าเป็นแค่วลีสวยๆที่แปะไว้เท่ๆบนหน้าหนังสือ
แต่เหตุการณ์ที่ฟาร์มเชอรี่นี้แหละ
ที่มันทำให้เราเชื่อว่า มันจริงวะ
.
หลังจากนั้งคุยกับตัวเอง
ว่าเราไม่รอดแน่ถ้าเรายังคงทำงาน
ด้วยความเร็วแค่เท่านี้
ผมเลยวางแผนว่า
เราจะไปตีซี้กับหนุ่มแว่นคนนั้นที่เก็บเชอรี่ได้เก่งมากๆ
เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเทคนิคในการเก็บเชอรี่
เขาสามารถทำได้รวดเร็วแบบนั้นได้อย่างไร
.
เราเป็นคนที่ประหม่าทุกครั้ง
เวลาที่จะเข้าไปทักใครก่อน
มักจะมีความกลัวเข้ามาเสมอว่า
ถ้าเขาปฎิเสธเราละ
ถ้าเขาไม่อยากคุยกับเราละ
จนเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะทักใครก่อน
.
มีเหตุการณ์หนึ่งในอดีตที่เรายังจำได้ชัด
ช่วงที่ผมกำลังฝึกภาษาอังกฤษ
เราอยากจะไปฝึกพูดจริงกับฝรั่ง
.
เราก็เลยขี่มอไซเข้าไปที่ มช
แล้วก็เดินดุ่มๆไปทักฝรั่งคนหนึ่ง
“Hi How are you ?”
“What’s you name?”
ฝรั่งคนนั้นยิ้มให้
แล้วก็คุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษจนเป็นเพื่…
.
เอี๊ยด… เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น
เราสะดุ้งตื่นจากความฝันมาพบกับความจริง
ขณะที่เรารวบรวมความกล้าอยู่ในห้องน้ำสถาบันภาษาที่มช
เราตัวแข็งทื่ออย่างงี้มาครึ่งชั่วโมงแล้ว
ด้วยความประหม่า ตื่นเต้น มือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
มันทำให้ผมไม่กล้าไปทักฝรั่งที่ผ่านไปผ่านมา
“ไหนๆก็มาแล้ว ลองดูสักตั้งวะ”
ผมรวบรวมความกล้า
เปิดประตูออกมา
เจอลุงฝรั่งคนนึงเดินผ่าน
แล้วเขาก็ผ่านไป…
.
เรายืนแข็งทื่ออีกแล้ว
จนในที่สุดเราก็เดินคอตก
ยอมแพ้และกลับบ้าน
แต่ก่อนจะถึงรถ
มีลุงฝรั่งเดินมา
จู่ๆความรู้สึกไหนก็ไม่รู้
ผมอ้าปากพูดทันควัน
“Hello” พร้อมยื่นมือมาจับมือ
ฝรั่งหันมาตอบอย่างรวดเร็ว
ภาษาไทยชัดแจ๋ว
“ผมไม่ชอบจับมือครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ผมยิ้มเขินๆ “อ่อ ไม่มีอะไรครับ”
แล้วเขาก็ทำหน้างงแล้วก็เดินจากไป
เฟลวะ
นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า
มันยากมากๆที่จะเดินเข้าไปหาใครก่อน
สำหรับผม ณ ตอนนั้น
.
ถ้าเราไม่ทำ เราโดนไล่ออกแน่ๆ
ถ้าเราไม่กล้า เราโดนไล่ออกแน่ๆ
ถ้าเราทำแบบเดิม เราโดนไล่ออกแน่ๆ
เสียงนี้เกิดขึ้นซ้ำไปมาอยู่ในหัวของผม
.
แต่วันนั้นผมก็ตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องทำ
เพราะอย่างน้อย
ถ้าเราทำมันก็ยังมีโอกาสสัก 0.1% ที่จะทำให้เรารอดก็ยังดี
ด้วยความที่หลังชนฝา
ผมจึงตัดสินใจว่าให้ตายยังไงก็ต้องทักเขาให้ได้
.
และแล้ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง
เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง
หนุ่มแว่นนั้นมาเก็บเชอรี่ต้นใกล้ๆผมพอดี
ระหว่างที่กำลังเก็บ
ในหัวผมก็มีคำถามเยอะแยะเลยว่า
เราจะทักเขาก่อนยังไงดี
ตอนนี้เขาอาจจะยุ่งอยู่มั้ง
เราจะกวนเขาไหม
แต่ท้ายที่สุด
หนุ่มแว่นนั้นคงเห็นว่าผมมองบ่อย
“Hey How is going?”
เขาถามขณะที่มือของเขากำลังเก็บเชอรี่อย่างรวดเร็ว
และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมกับ Shion
ที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของผมที่ออสในเวลาต่อมา
หลังจากคุยไปซักพักเราก็รู้ว่า
Shion เป็นคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ออสมาเกือบปี
พอเขารู้ว่าผมเป็นคนไทย
“I love ข้าวมันไก่”
นี้เป็นประโยคแรกเลยที่มันบอก
แล้วผมก็พบเจอบ่อยมากๆ
เวลาที่คนรู้ว่าผมเป็นคนไทย
เรื่องอาหารจะมาเป็นที่ 1 เลยใน topic การเจอกันครั้งแรกของเรา
.
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงผมเห็น Shion Tom Jamie
และHongy (แฟน Shion) นั้งคุยกันอยู่
ผมรวบรวมความกล้า
แล้วก็เดินไปหาพวกเขา
.
Shion ทักมาก่อนเลย
“What’s up bro”
ผมก็บอกไปตามตรงถึงสถานการณ์ของผมกับความกังวลที่มี
ในการทำงานเก็บเชอรี่
แล้วก็ขอความช่วยเหลือว่า ช่วยสอนเทนนิคให้หน่อย
ว่าทำยังไงให้เก็บได้เร็ว
ซึ่ง Shion พร้อม Tom Jamie Hongi
ก็สอนผมตรงนั้นเลย
ซึ่งเทคนิคหลักๆที่พวกเขาบอกผมก็คือ
เลือกต้นที่มีเชอรี่เยอะๆก่อน
ไม่ใช่จะเอาต้นไหนก็ได้เพราะกว่าเราจะย้ายของกว่าจะเดิน
แล้วก็ต้องเอาต้นที่ใกล้กับ ลังไม้ที่ใส่เชอรี่ให้ใกล้ที่สุด
วิธีการเก็บเชอรี่ให้เร็วต้องทำไง เขาก็บอกผมหมดเลย
.
ซึ่งเหตุการร์นี้ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับผมเหมือนกันนะ
ว่า “อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ”
ยิ่งอยู่ตัวคนเดียว เราก็ต้องกล้าขอความช่วยเหลือ
แล้วเอาเข้าจริงจากประสบการณ์ของผม
เพื่อนๆที่ผมเจอตลอดการเดินทาง
พวกเขาจิตใจดีพร้อมช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว
.
และนั้นก็เป็นโมเมนต์เปลี่ยนชีวิตเราเลย
เพราะหลังจากนั้นเราเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น
สนิทกันมากขึ้น ผมก็มักจะขอคำปรึกษา
และผมก็ค้นพบ
1 อย่างที่ผมเห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นคนที่
เก็บเชอรี่ได้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 1 ในฟาร์ม
นั้นคือ Mindset ล้วนๆเลย
คนอื่นจะคิดว่า เราจะทำให้เร็วขึ้นเพื่อจะไม่โดนไล่ออกได้ยังไง
แต่ Shion จะตั้งเป้าเลยว่าวันนี้จะต้องเก็บให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
จะต้องเก็บให้เร็วที่สุดและวัดผลทุกครั้งหลังเก็บด้วยว่า
ถ้าจบงาน รายได้ต่อชมเข้าอยู่ที่เท่าไร และวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิมให้ได้
มันเลยทำให้ผลลัพธ์ของเขามันโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลย
.
พอเราได้รับพลังจากเขา ได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ
คำพูดที่ว่า เราอยู่ใกล้ใคร เราก็จะเป็นแบบนั้น
ไม่เกินจริงเลย เพราะหลังจากการพูดคุยครั้งนั้น
ผมก็เก็บเชอรี่ได้เร็ว
กว่าคนส่วนใหญ่ในฟาร์มทั้งหมด
ซึ่งกลุ่มของพวกเราห้าคน Shion Jamie Tom Hongi และผม
ต่างก็เป็นหัวแถวของฟาร์ม 555
.
เพราะฉะนั้นนอกจากบทเรียนของ
“อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ”
อีกหนึ่งบทเรียนที่ผมได้รับจากฟาร์มเชอรี่ก็คือ
“ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบไหนให้เอาตัวเราเข้าไปอยู่กับผู้คนที่มีผลลัพธ์เหล่านั้น”
.
ถ้าผมกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
ถ้าผมกลัวที่จะโดนปฎิเสธ
ถ้าผมไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพวกเขา
ผมก็ไม่มีวันที่ได้เรียนรู้บทเรียนเหล่านี้
.
แต่แล้วในระหว่างที่กำลังภาคภูมิใจ
กับความเร็วในการเก็บเชอรี่ของตัวเอง
“หลังเก็บเชอรี่เสร็จขอให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่โรงงาน”
เสียงของ Henry ดังขึ้น
ทุกคนรวมตัวเดินกันไปที่โรงงานนั้น
“ผมอ้าปากค้าง”
เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า
คือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีกล่องเชอรี่เรียงรายเต็มไปหมด
พร้อมความหนาวที่ทำให้ผมต้องหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่
“เราจะมาแพ็คเชอรี่กัน” Henry พูดขี้น
.
และนี้ก็เป็นเหตุการณ์แรกที่ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
อย่างมากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า
เรามาทำอะไรที่นี้วะเนี้ย ?
ไว้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ทำงานโรงงานเชอรี่ครั้งแรกให้ในตอนที่ 8 นะครับ 🙂

Leave a Comment