ชีวิตที่ (เกือบจะ) จิงโจ้ ตอนที่ 3

Devon คือคนที่เปลี่ยนโชคชะตาเรา
ให้เราได้พบเจอผู้คนที่ดีดีและโอกาส
ในออสเตรเลีย
ที่สร้างตัวตนของเรามาถึงทุกวันนี้
.
คือดีของการอยู่ Hostel คือ
การที่เราต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
หลังจากที่เราเดินกลับ hostel
ด้วยความผิดหวัง
ในห้องเราก็มีชายหนุ่มตัวสูง
สำเนียงบริติสเข้ามาใหม่
น้องคนนั้นชื่อว่า devon
มาด้วยวีซ่าที่เหมือนกับเรา
แกมีแพลนที่จะไปทำงานฟาร์มสตอเบอรี่
ในเมืองที่อยู่ห่างจากโฮบารต์ไปประมาณ 1 ชั่วโมง
ตอนนั้นเราจำได้ว่า
น้องเขาก็ชวนเราไปนะ
แต่ด้วยตอนนั้นเราก็ยังคงมีหวังนิดๆว่า
ร้านกาแฟนั้นอาจจะรับเราเข้าทำงานก็ได้
ถึงแม้จะมีโอกาสน้อยนิดก็ตาม
เราก็เลยบอกว่า
เรายังไม่สนใจ ไปก่อนเลยพวก
.
แต่แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีข้อความ
จากร้านกาแฟร้านนั้นเข้ามาว่า
“คุณไม่ได้ไปต่อ”
ณ ตอนนั้นเรารู้สึกเฉยๆ
มันอาจจะเป็นเพราะว่าลึกๆของเราอาจจะรู้แล้วว่า
ผมลัพธ์มันจะเป็นยังไง
.
ผมหันไปมองเตียงข้างๆที่น้อง Devid นอนอยู่
เตียงนั้นมีแต่ความว่างเปล่าเพราะ
น้อง Devon ได้ออกจาก Hostel
เพื่อเดินทางไปยังเมืองนั้นเรียบร้อยแล้ว
.
ด้วยความที่ว่าตอนนั้น
เราได้ติดต่อบ้านเช่าไว้
เพราะเรายังเชื่อว่า
เรายังหางานในเมืองนี้ได้
ก็เลยได้ย้ายเข้าไปอยู่นั้น
แต่ผมดันไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเช่านะสิ
เพราะผมได้นอนที่รถ Caravan ที่อยู่นอกบ้าน
เพราะเขาเสนอว่าถ้าผมนอนที่นั้น
ค่าเช่าจะถูกกว่าเป็นเท่าตัวเลย
ซึ่งผมตอบตกลง
.
ผลปรากฎว่า
ในตลอด 2 อาทิตย์ที่ย้ายไป
ผมนอนหมกตัวอยู่ใน รถ Caravan นั้น
ตัวผมกับ Caravan เป็นสิ่งเดียวกัน
จอดอยู่นิ่งๆ ไม่มีใครสนใจ
“แล้วไหนเรื่องที่จะไปหางาน”
“ผมกลัว ผมไม่กล้า”
ผมจำได้ว่าทุกๆครั้ง
เวลาผมออกไปหางาน
การเดินทางของผมจะหยุด
ตรงหน้าร้านคาเฟ่เหล่านั้น
เรากลัวที่จะเดินเข้าไป
กลัวการโดนตัดสิน
กลัวการโดนปฎิเสธ
เราเอาชนะความกลัวเหล่านั้นไม่ได้
แล้วเราก็เดินกลับไป
แล้ว ณ วินาทีนั้นเอง
เงินในบัญชีที่เริ่มใกล้จะหมด
ความรู้สึกเฟลกับตัวเองก็เริ่มพุ่งขึ้น
ผมเลยเลือกที่จะ “หนี”
ออกจากความกลัวเหล่านั้น
.
ผมได้ทัก Devon ไป
ว่าที่งานฟาร์มสตอเบอรี่ยังรับคนไหม
Devon บอกเขายังรับอยู่
ให้มาเลย
และการหนีครั้งนี้ก็ได้พาผม
ไปพบกับเรื่องราวไม่คาดฝันอีกหลายๆเรื่อง
ที่มันเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อ
ระหว่างความฝันและความจริงของเรา
ในออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิง
.
เรานั้งรถเมล์ไปยังสถานที่นั้น ชื่อว่าเมือง Crgnet
เต็มไปด้วยภูเขา ทางถนนที่คดเคียวไปมา
รวมถึงซากศพของตัว Wallaby ( จิงโจ้แคระ )
ที่นอนตายอยู่ข้างถนน
ซึ่งภายหลังผมก็รู้มาว่า
เจ้าพวกนี้มันมีเยอะแล้วตอนกลางคืน
เนื่องด้วยความเป็นชนบท
ถนนจึงไม่มีไฟ
รถก็เลยชนเจ้าตัวพวกนี้เป็นเรื่องปกติ
.
ฟิ้ว…เสียงเปิดประตูรถเมล์ดังขึ้น
รถเมล์ได้จอดลงตรงหน้าโฮสเทล
ที่ Devon ให้เบอร์ติดต่อผมมา
แล้วก็โชคดีมากที่ยังมีห้องให้เราได้เข้าพัก
.
Hostel นี้เจ้าของคือสามีภรรยาออสซี่
ที่นิสัยดีน่ารักแล้วเป็นกันเองมากๆ
สภาพของที่นี้คือเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าล้อมรอบ
มีบ้านหลักอยู่หนึ่งหลังที่ทุกคนไปทำอาหารนั้งดูทีวี
แล้วเป็นห้องนอน
.
ส่วนรอบๆก็จะเป็นบ้านเล็กๆแยกออกเป็นหลายๆหลัง มีที่กางเต้นท์
มีห้องน้ำแยกออกอีกต่างหาก
ซึ่งเราได้เข้าไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆข้างนอกนั้น
.
และแล้วผมก็เจอ Devon
เพิ่งกลับมาจากการทำฟาร์ม
ผมก็ถามว่างานเป็นไงบ้าง
“ปวดหลัง ปวดขา โครตหนักเลย แต่นายอาจจะทำได้ดีกว่าเราก็ได้นะ”
Devon บอกก็ที่จะชี้ไปยังผู้หญิงคนนึงที่เดินตามขึ้นมา
“ให้ไปถาม Ruby ดูเรื่องทำงานเพราะแกเป็นเอเจนต์หางานด้วยให้กับฟาร์มสตอเบอรี่”
.
Ruby เป็นหญิงสาวคนไต้หวันที่มาด้วยวีซ่าเดียวกัน
แต่ก็มาอยู่นี้เกือบห้าปีแล้ว
พอเราเข้าไปคุยกับ Ruby
แกก็บอกเราว่า งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าให้ไปเริ่มทำงานได้เลย
.
“โหง่ายขนาดนี้เลยแห้ะ”
ในท้ายที่สุดเราก็ได้เรียนรู้ว่า
การหางานฟาร์มงานต่างๆในออส
คอนเนคชั่นและ Hostel คือสิ่งที่สำคัญมากๆ
สำหรับคนที่หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเราๆ
.
และเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง
ผมเริ่มทำงานวันแรก
ด้วยความรู้สึกที่มีพลังจากเต็มเปี่ยม

ตกเย็นมา
เราเข็นรถจักนยานเก่าๆพิงไว้กับพนัง
ด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว
ผิดที่แสบจากการโดนแดด
ขาที่สั่น หลังที่ปวด
.
เราค้นพบว่า
ถ้ามีรุ่นน้องคนไหนที่ไปทำงานที่ออส
แล้วบอกเราว่าจะไปทำงานฟาร์มสตอเบอรี่ที่แทสเมเนีย
.
สิ่งแรกที่เราจะบอกเลยก็คือ
” หนีไป ! “
เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป
งานฟาร์มสตอเบอรี่สำหรับผมคือ
งานที่เหนื่อยและลำบากที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเจอเลย
.
ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกยังงั้น
ในตอนที่ 4 นะครับ 🙂

Leave a Comment